เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย – คือเวทีการประชุมเอดส์นานาชาติระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคหรือไอแคปครั้งที่ 9 (ICAAP 9) ระหว่างวันที่ 9 -13 สิงหาคม 2009 โดยมีเอพีเอ็มจี (APMG) เข้าร่วมและติดตามการประชุมครั้งนี้ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ แนวคิดหลักของการประชุมคือ "คนมีพลังเครือข่ายเข้มแข็ง" คณะกรรมการจัดงานต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันขยายขอบข่ายของการเข้าถึงการรักษารวมทั้งการป้องกันจนกว่าจะถึงระดับที่เพียงพอทั่วทั้งภูมิภาคการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเกือบ 3000 คนจาก65ประเทศในเอเชียแปซิฟิค อัฟริกา ยุโรป และอเมริกา ข้อมูลการประชุมนี้หาดูได้ที่ www.icaap9.org.
หัวข้อการประชุมส่วนหนึ่ง ที่หยิบยกขึ้นอภิปราย และนำไปสู่ข้อสรุปของการประชุมไอแคปครั้งที่ 9 ร่วมกับเอพีเอ็มจีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคคือเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มข้ามเพศ(TG) ชายเกย์และชายรักชาย(MSM). www.msmasia.org มีหัวข้อการประชุมไอแคปครั้งที่ 9 เกี่ยวกับ TG และ MSM ด้วย.
หัวข้อการประชุมได้แก่
การประชุมวิชาการเรื่องการแก้ปัญหาและอุปสรรคทางกฏหมายเพื่อนำไปสู่การป้องกันแบบองค์รวมสำหรับชายรักชาย
คำปราศรัยของท่านไมเคิลเคอร์บี (Michael Kirby)
ท่านอนันต์กัฟเวอร์ (Anand Gover)
การนำเสนอผลการศึกษาและโปสเตอร์
ภาพรวมของผลการวิจัยการเข้าถึงการรักษา โดยมูลนิธิเครือข่ายผู้มีเชื้อเอชไอวีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APN+) โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชายและกลุ่มข้ามเพศ
การยอมรับวัคซีนเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นชายรักชายและกลุ่มข้ามเพศในประเทศไทย หัวข้ออภิปรายกลุ่ม
กลยุทธ์ใหม่สำหรับกลุ่มชายเกย์และวาริยะ (waria)
เด็กชายหาดในศรีลังกาเป็นกลุ่มเสี่ยงการแพร่เอชไอวีหรือไม่
ชายรักชายในฮ่องกงที่เสพยามีพฤติกรรมเสีี่ยงต่อเอชไอวีเพิ่มขึ้นแม้ใช้ความพยายามป้องกันมากขึ้น
หลักสูตรและแบบการอบรมเรื่องความเข้าใจเพื่อลดการตีตราและแบ่งแยกกรณีชายรักชายในบริบทของเอชไอวีในเวียดนาม
แนวทางเพิ่มการเข้าถึงบริการเอชไอวีสำหรับกลุ่มผู้อพยพในประเทศไทย
การประชุมวิชาการเรื่องการแก้ปัญหาและอุปสรรคทางกฏหมายเพื่อนำไปสู่การป้องกันแบบองค์รวมสำหรับชายรักชาย
การประชุมนี้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจที่สุดในไอแคป9 โดยเฉพาะคำกล่าวของท่านทูตพิเศษอนันต์กัฟเวอร์ท่านคือผู้นำในการต่อสู้เพื่อให้อินเดียแก้ไขกฎหมายเดิมที่กำหนดให้เพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายเป็นความผิดทางอาญาซึ่งนับเป็นประเด็นสำคัญยิ่งคำกล่าวของท่านผู้พิพากษาใมเคิลเคอร์บีและท่านอนันต์ได้นำมาตีพิมพ์ไว้ดังต่อไปนี้
ท่านผู้พิพากษาไมเคิลเคอร์บี
ผมขออนุญาตเริ่มจากคำพูดของท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งได้กล่าวเกี่ยวกับชายรักชาย ผู้ให้บริการทางเพศ และผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด ร่วมทั้งการที่ภริยาของท่านประธานาธิบดี ได้กล่าวยอมรับถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนของประเทศนี้ ว่าเป็นการแสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำอันแท้จริง นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งของพวกเรา ขอยกย่อง ยูเอ็นดีพี ที่รับบทผู้นำและเห็นความสำคัญของกลุ่มนักโทษ ผู้ลี้ภัย สตรี ชายรักชาย และผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง นับเป็นความริเริ่มที่ควรได้รับการยกย่อง
ผมขอย้อนไปถึงปี1983-1984 เวลานั้นโจนาธาน มันน์ มาที่ออสเตรเลีย และให้ผมเข้าทำงานในคณะกรรมาธิการระดับโลกเรื่องเอดส์ ผมจำได้ดีถึงการประชุม ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงอยู่ด้วย ท่านเหล่านั้นได้ทำนายว่า ภายใน10ปี เราจะมีวัคซีน และใน 20ปี เราจะรักษาโรคนี้ได้หายขาด แต่สิ่งที่เราต้องทำให้ได้คือ เข้าถึงจิตใจของผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เพราะในระยะใกล้ ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด ผมเองเป็นผู้พิพากษาอยู่34ปี งานของผมคือพยายามเปลี่ยนความประพฤติของผู้คนจำนวนมากโดยใช้กฎหมาย ผมพบว่านั่นไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะประสบความสำเร็จ เพราะคนเรามักจะทำตัวอย่างที่เคยทำ หนทางที่ดีกว่า คือพยายามเข้าถึงความคิดของคนเหล่านั้น นี่คือความท้าทายขณะที่เรารอวัคซีนและการรักษา
ประเด็นที่กล่าวถึงในที่ประชุมนี้ และทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ได้ยินตั้งแต่โรคนี้เริ่มระบาดก็คือ
- เอชไอวีเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชน
- เอชไอวีเป็นปัญหาของสตรี
- จำเป็นต้องเชิญบุคคลในกลุ่มเสี่ยงมาร่วมถกเถียงเรื่องวิธีการและนโยบาย
ชายรักชายในประเทศส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้ ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงอย่างมาก มี 20 ประเทศถือว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายเป็นความผิดทางอาญา สำหรับผมซึ่งเติบโตในออสเตรเลีย กฎหมายก็เป็นอย่างนี้ การเติบโตขึ้นในสภาวะอย่างนั้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเราเป็นคนชั้นสอง เป็นพวกชายขอบ ที่สังคมต้องการกีดกันออก และสิ่งที่กล่าวกันในสังคมก็เพื่อปกป้องบุคคลเหล่านั้น ดังนั้นคนจำนวนมากจะไม่เปิดเผย (ว่าเป็นชายรักชาย) เก็บไว้เป็นความลับส่วนตัว การไม่เปิดเผย ไม่เอ่ยถึงความเป็นจริงทางเพศ ทำเกิดภาพคล้ายกับว่า ชายรักชายลักลอบทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นผลลบต่อสังคม เมื่อใดทุกคนที่เป็นเกย์ หรือชายรักชายพากันแสดงตัวขึ้นในสังคม ความคิดหรือนโยบายที่มองคนกลุ่มนี้ในเชิงลบ และมุ่งเหยียดหยามหรือผลักไสออกจากสังคม จะต้องสิ้นสุดลง แน่ละ เหตุการณ์นั้นคงยังไม่เกิดขึ้นเร็วนัก เราต้องคิดว่าจะเร่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร โดยเฉพาะด้วยวิธีทางกฏหมาย
การบัญญัติกฏหมายจะทำอย่างไร ขั้นแรก ต้องชักจูงนักการเมือง กลุ่มชุมชน และพูดตรงๆก็คือ คนที่ไม่ใช่เกย์ มาโน้มน้าวนักการเมืองให้เปลี่ยนกฎหมาย (ที่เคยบัญญัติให้คนรักเพศเดียวกันเป็นความผิด) ซึ่งนอกจากจะไม่ถูกต้องแล้ว ยังกลายเป็นอุปสรรคสำหรับชายรักชาย ที่ควรจะได้ป้องกันตัวในยุคของเอชไอวี
เราพูดคุยเรื่องนี้มานาน แต่นักการเมืองไม่ทำอะไรเลย และจะไม่ทำด้วย ในอินเดียหลังจากคินซีย์ 60 ปี และหลังจากการเปลี่ยนแปลงในอังกฤษ 50 ปี กฏหมายนั้นก็ยังอยู่เช่นเดิม
กลยุทธ์ที่สอง คือพยายามให้ศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญและศาลระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่นในไอร์แลนด์ และไซปรัส รวมทั้งกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและในประเทศของผม ก็คือ กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของแทสมาเนีย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสหประชาชาติเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีอัฟริกาใต้ ศาลสูงสุดของสหรัฐ และศาลสูงในเดลี
การตัดสินเมื่อเร็วๆนี้ในอินเดีย ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลจากอนันต์ กัฟเวอร์ และการทำงานของท่าน ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ เป็นคนที่เก่งและทำเพื่อสิทธิมนุษยชนจริงๆ เขาได้จัดสัมมนาทั่วประเทศอินเดีย อภิปรายเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าผู้พิพากษาและทนายความ มีหลายครั้งจำเป็นต้องแสดงตัวอย่างเป็นบุคคล สำหรับออสเตรเลีย ในส่วนของชาวผิวขาว เราเปลี่ยนนโยบายได้ก็ต่อเมื่อได้พบชาวออสเตรเลียเชื้อสายเอเชีย และนี่คือหนทางที่จะเปลี่ยนทัศนคติที่คนมีต่อชายรักชาย
แต่เมื่อดูในระดับภูมิภาค ภาพที่ออกมาเป็นข่าวร้าย เช่นสิงคโปร์ กรรมการสมาคมทนายความ แนะให้แก้กฎหมายและนำเข้าสู่สภา แต่มีศาสตราจารย์นิติศาสตร์ท่านหนึ่ง เป็นเพนติคอสตัล (Pentecostal) พูดว่า ถ้าทำเช่นนั้นก็จะถึงกับสิ้นอารยธรรมกันทีเดียว จึงไม่มีการดำเนินการใดๆอีกเลย
ในกัมพูชา เมื่อกล่าวถึงผู้มีอาชีพทางเพศ รัฐบาลได้เดินเกมผิดในช่วงหลังๆ ส่วนฮ่องกงยังคงรักษาหลักความเท่าเทียมสำหรับประชาชนที่เป็นเกย์ ศาลสูงของเนปาลและอินเดีย รวมทั้งยูเอ็นดีพี (UNDP) และยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) ในจีน ฮ่องกง และที่อื่นๆก็เช่นกัน ดังนั้น ในเวลาที่เชื้อโรคกำลังแพร่กระจายออกไป เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อกำจัดอุปสรรคทางกฏหมาย หัวข้ออภิปรายในที่นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ ว่าเราได้แสดงความจำเป็นว่า จะต้องมุ่งความสนใจไปยังกลุ่มเสี่ยง
ประการที่ 3 คือ การป้องกัน ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ทั่วโลกไม่สามารถจะหาเงินมาสนับสนุนยาต้านไวรัสให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้เพียงพอ นโยบายมีอย่างเดียวเท่านั้น คือต้องป้องกัน และเน้นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่กลุ่มชายรักชาย ต้องลดการตีตรา เพิ่มการเข้าถึงคนในกลุ่มเสี่ยง และทำให้เขาเข้าใจวิธีการป้องกันตัวเอง เวลานี้ การเพิ่มการติดเชื้อทั่วโลกมีตัวเลขอยู่ที่ปีละ 2.7 ล้านราย เราจะต้องป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อให้ได้
ประการสุดท้าย ทำอย่างไรการรณรงค์จะได้ผลเพิ่มขึ้น ผมได้เห็นหนังสือเล่มเล็กๆของยูเอ็นดีพีเล่มหนึ่ง ตีพิมพ์คำพูดของ ดร. นีล บลูวิตต์ (Neil Blewett) ว่า "วิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การบังคับ ต้องยอมรับความจริงว่า คนแต่ละคน มีความรับรู้ไม่เท่ากัน และควรพยายามเจรจากับคนทุกระดับ" ซึ่งผมเห็นด้วย แต่เมื่อผ่านไป 10–20 ปี คุณต้องเริ่มถามว่า "มีวิธีการอะไรใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง" แรงกดดันใหม่ๆรูปแบบไหน จะทำให้ผู้บริจาคทุนสามารถใช้อิทธิพลบังคับประเทศต่่างๆ เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องให้ทุนสนับสนุนกันเรื่อยไป
ท่านประธานยูเอ็นเอดส์, โกลบัลฟันด์, ยูเอ็นดีพี, และท่านประธานาธิบดีครับ คนหลายคนได้พูดสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือ เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสม ที่จะหันมาสนใจปัญหาชายรักชาย แต่สำหรับคนรุ่นผม ผมเบื่อแล้ว "การตีตราและแบ่งแยก" ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ไม่มีเหตุผล เราต้องแปลคำพูดเป็นการกระทำ และขอให้เรามาช่วยกันพูดว่า เราทำสิ่งนี้ได้
ท่านทูตพิเศษอนันต์ กัฟเวอร์
ผมคิดว่าเราได้เห็นชัดแล้ว ว่าการกำหนดให้พฤติกรรมส่วนตัวของคนเป็นความผิดทางอาญา โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เป็นอุปสรรคต่อโครงการและเป้าหมายของการดูแลการติดเชื้อเอชไอวี เรื่องนี้ต้องเน้นว่าสำคัญมาก
ประการที่สอง ควรทราบว่า เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง ที่ระบุว่าพฤติกรรมส่วนตัวเป็นความผิดทางอาญา แม้ว่าจะเป็นผู้ใช้ยาเสพติด รวมทั้งการกำหนดว่าความประพฤติส่วนตัวบางอย่างเป็นความผิด ก็ถือว่า เป็นการละเมิดเสรีภาพในการใช้เวลาว่าง และการกระทำ นี่คือสิ่งที่วัฒนธรรมตะวันตกนำเข้ามา ตัวอย่างเช่น ผมดื่มแอลกอฮอล์ได้ สูบบุหรี่ได้ แต่สูบกัญชาไม่ได้ การเลือกปฎิบัติว่าสิ่งใดเป็นความผิดนี้ ทำให้การกระทำที่เป็นธรรมเนียมถูกปฎิเสธ นำไปสู่คอรัปชัน และไม่ได้แก้ปัญหาอย่างถูกจุดแม้แต่น้อย ผู้ให้บริการทางเพศที่ถูกกำหนดว่าผิดกฎหมาย ก็เท่ากับผลักการแพร่เชื้อเอชไอวีลงใต้ดิน น้อยคนจะกล่าวถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา คือถ้าเราทำให้เรื่องนี้ไม่มีโทษอาญา เราจะเข้าไปแทรกแซงและแก้ปัญหาได้ แต่คนทั่วไปยังมีความรู้สึกไม่สบายใจ (ต่อคนเหล่านี้) หรือมิฉะนั้นบรรยากาศของแต่ละประเทศก็ไม่เหมาะสม
ในอินเดีย เราตัดสินใจเมื่อปี 2000 ว่าจะต้องเลิกกฎหมาย (ที่ระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นความผิดอาญา) ซึ่งเป็นทัศนะของอังกฤษ ไม่ใช่ของอินเดีย หากดูในศาสนาของเรา Hijra เป็นวัฒนธรรมของเรา เรามีทัศนะบางอย่างต่อเรื่องนี้ แต่เราก็ไม่นับเป็นความผิด ความจริงคือว่าเราต้องตัดสินใจ ว่าความไม่ยุติธรรมเหล่านี้ต้องถูกกำจัดออกจากตัวบทกฎหมาย เราจึงจะสามารถพูดคุยอย่างเปิดเผยได้ ไมเคิล (เคอร์บี้) กล่าวถูกที่ว่า เมื่อเราตัดสินใจอย่างใดแล้วจะมีสิ่งที่ต้องทำตามมา ในฐานะนักกฎหมาย เราไม่มีเวลาจะโน้มน้าวใจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด แต่เมื่อเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องโน้มน้าวใจผู้พิพากษา บุคลากรในวงการกฏหมาย และตำรวจ เขาเหล่านี้ก็เข้าใจได้ และตระหนักถึงเรื่องที่เราพูดถึง ตำรวจกล่าวว่า "ทำไมเราต้องไล่จับผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือคนที่ใช้ยาเสพติด ในเมื่อมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่ามากมาย" เมื่อเวลาผ่านไป เราสามารถสร้างผลกระทบ และทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจ แม้ว่าเขายังคงอยู่ในระบบอำนาจ รวมทั้งเปิดใจรับสถานการณ์ที่ชายเกย์สามารถรวมตัวเป็นกลุ่ม ให้คำแนะนำและบริการแก่ผู้มีเชื้อเอชไอวี เช่น กลุ่มฮัมซาฟาร์ (Humsafar) เมื่อเริ่มต้นก็ไม่ใช่กลุ่มเกย์ แต่ปัจจุบันมีกลุ่มเกย์จดทะเบียนขึ้นแล้ว (ในอินเดีย) สิ่งที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลา ควรถือว่าเอชไอวีเป็นโอกาสสำคัญ และเกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด คือปัญหาเอชไอวี ปัญหาความอยุติธรรม และความสัมพันธ์ของทั้งสองปัญหา มีพื้นที่เปิดขึ้นสำหรับเกย์ชาย และกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลของการทำให้สังคมเปิดรับเรื่องราวเหล่านี้ตลอดเวลายาวนาน
มีหลายคนพูดว่า จะยกเรื่องนี้เป็นปัญหาทำไม คำตอบคือ เราต้องมีความมุ่งมั่น และเน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลง เราต้องพร้อมจะต่อสู้ยืดเยื้อ ไม่ใช่แค่ระยะสั้นแล้วยุติอย่างรวดเร็ว มีบางคนต้องการแค่ชื่อเสียง แต่เราควรใช้หลักของภควัทคีตา คือเป็นเสมือนก้อนหิน ไม่คาดหวังประโยชน์หรือรางวัลใดๆ
ในกรณีที่กล่าวถึง (การเปลี่ยนแปลงมาตรา 377 ของประมวลกฏหมายอาญาอินเดีย) ผู้ตัดสินว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่นักกฏหมาย เราเข้าร่วมกับชุมชนตั้งแต่ต้น เรื่องเอชไอวีในอินเดียและประเทศอื่นๆ ผู้ตัดสินใจคือชุมชน ชุมชนเป็นผู้บอก ว่าเราควรไปศาลฎีกา แล้วก็ต้องเตรียมให้พร้อมกับการต่อสู้ในแต่ละกรณี มีคนหลายคนรู้สึกว่าผู้ที่มาต่อสู้ไม่ใช่กลุ่มที่เป็นเกย์ เช่น มูลนิธิแนซ (Naz India) คนมักคิดว่าควรจะเป็นกลุ่มเกย์เท่านั้น แต่ลองนึกดูว่าในปี 2001 คงไม่มีใครช่วยยื่นเรื่องต่อศาลฏีกาให้ ดังนั้น องค์กรขับเคลื่อนจึงต้องเป็นกลุ่มเอชไอวี แน่นอนว่า หากเป็นกลุ่มเกย์ที่ทำงานเรื่องเอชไอวี จะเป็นผลดีกว่า
ต่อมาเราต้องตัดสินใจว่า จะเปลี่ยนกฎหมายโดยการแก้มาตรา หรือจะแก้รัฐธรรมนูญ เหตุผลของการขอแก้ข้อหนึ่งคือ สิทธิส่วนบุคคล ก็มีข้อถกเถียงว่าไม่ควรใช้เหตุผลนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการนำเรื่องเพศไปโยงกับสิทธิส่วนบุคคล อีกประเด็นหนึ่งคือ มีคนจำนวนมากแย้งว่า ในเมื่อเป็นสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับเกย์ จึงไม่ควรใช้ประเด็นเอชไอวีเป็นหลัก และอีกมุมหนึ่ง ก็คือหากเปิดประเด็นโต้แย้ง ก็เท่ากับเปิดช่องให้ถูกคัดค้านด้วย มีข้ออภิปรายว่า หากใช้เหตุผลเรื่องสิทธิส่วนบุคคล รัฐย่อมมีสิทธิกล่าวอ้างว่า รัฐมีเหตุผลที่จะกำหนดความผิดทางอาญาให้กับพฤติกรรมส่วนตัวของบุคคล เช่น กรณีข่มขืน เป็นต้น ดังนั้นจะเอาเหตุนี้มาอ้างสำหรับเอชไอวีย่อมไม่ได้ (องค์กรเกี่ยวกับเอชไอวีอาจกล่าวได้ว่า) "หากกฏหมายนี้ยังคงอยู่ การป้องกันเอชไอวี ก็จะทำได้ยาก"จึงถือว่ารัฐไม่มีอำนาจที่จะรักษาสิทธินี้ไว้
ในกรณีการตัดสินของศาลสูงที่เดลี ทำให้คนสิงคโปร์ต้องการพูดจากันในเรื่องนี้ มาเลเซียก็ให้ความสนใจ รวมทั้งผู้พิพากษาในประเทศอื่นๆได้นำคำตัดสินนี้ไปศึกษา และเชื่อว่าจะมีการดำเนินการทำนองเดียวกันในประเทศอื่นๆต่อไป
การนำเสนอผลการศึกษาและโปสเตอร์
ภาพรวมของผลการวิจัยการเข้าถึงการรักษา โดยมูลนิธิเครือข่ายผู้มีเชื้อเอชไอวีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APN+) โดยเฉพาะกลุ่ม ชายรักชายและกลุ่มข้ามเพศ
การศึกษานี้มองภาพรวมของกลุ่มข้ามเพศและชายรักชายซึ่งมีเชื้อ เอชไอวี ในด้านการเข้าถึงการรักษา ข้อมูลเชิงสถิติสามารถดูได้ที่เวบไซต์ www.apnplus.org เพื่อให้เห็นว่า การให้ความรู้มีผลต่อการรับการรักษาและการดูแลต่อเนื่อง (ผลรวมของการศึกษาพบว่ามีคนจำนวนมาก รับยาต้านไวรัสโดยไม่ทราบว่าตนรับยาอะไร และไม่ทราบความสำคัญของการรักษาสุขภาพให้ดีในระยะยาว)
นอกจากนั้นยังแสดงความสำคัญของผู้ให้บริการในสถานบริการ ที่แสดงท่าทีแบ่งแยกกับผู้มีเชื้อเอชไอวี รวมทั้งละเมิดสิทธิมนุษยชนในผู้ที่เป็นชายรักชาย หรือข้ามเพศ ในภูมิภาคนี้
งานวิจัยนี้ทำใน 6 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก มีชายรักชายและชายข้ามเพศเข้าร่วม 897 ราย อายุเฉลี่ย 32.5 ปี 32% อาศัยในเขตเมือง เช่น เมืองหลวง และ 28.5% อยู่ในเมืองเล็กและชนบท
ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี และการให้คำปรึกษา
59.3% ของกลุ่มศึกษา ได้รับการตรวจเอชไอวีในโรงพยาบาลรัฐ ในจำนวนนี้
- 13% รายงานว่า ได้รับการตรวจกรองเอชไอวี โดยไม่มีการขอความยินยอม
- 81.6% ได้รับคำปรึกษาหลังการตรวจ
- 81% เปิดเผยชีวิตทางเพศของตนกับผู้ให้บริการ
- 41% ไม่ได้รับบริการที่สุภาพหรือเป็นมิตร
การรับบริการเกี่ยวข้องกับเอชไอวี มีอุปสรรคได้แก่
- ใช้เวลาเดินทางนาน
- ค่าบริการและปัญหากฎหมาย
- ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการเดินทาง
- ข้อมูลบริการและการรักษาไม่เพียงพอ
- มีการตีตรา
การเข้าถึงยาต้านไวรัส (ARV)
ประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง (46.4%) จำเป็นต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) และในกลุ่มที่จำเป็นมี 71% ที่ได้รับยา อุปสรรคของการรับยา คือ ไม่มีความรู้เพียงพอเรื่องการรักษา กลัวผลข้างเคียงของยา แพทย์ปฎิเสธการรักษา ผู้ให้บริการเอชไอวีไม่เป็นมิตร ไม่มีบริการให้ยารักษา ยาไม่เพียงพอในศูนย์บริการของรัฐ และไม่มีเงินจ่ายค่ายารักษา
การเข้าถึงการรักษาโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาส 61% เข้าถึงการรักษาได้ มีอุปสรรคหลากหลายในการรับการรักษา แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดในการนำเสนอ
ทัศนคติของผู้ให้บริการสุขภาพ ประมาณ 2 ใน 3 (64.6%) ได้เปิดเผยชีวิตทางเพศของตัวเองกับผู้ให้บริการ ครึ่งหนึ่งของกลุ่มที่ศึกษากล่าวว่า ผู้ให้บริการสนับสนุนให้ตนเปิดเผยชีวิตทางเพศ ผู้ให้ข้อมูลบางรายกล่าวว่า ผู้ให้บริการนำผลเอชไอวี และชีวิตทางเพศของตนไปเปิดเผยกับผู้อื่น โดยตนไม่ได้ยินยอม มีการถูกปฎิเสธการให้บริการ (21.1%) และถูกทำร้ายร่างกาย (9.6%) โดยผู้ให้บริการสุขภาพ
ปัญหาอื่นๆ ได้แก่ความวิตกว่า คู่ของตนอาจรู้สถานะการติดเชื้อเอชไอวี จึงไม่รับการรักษา หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง บางส่วนกล่าวว่า เวลาเปิดบริการไม่เหมาะกับวิถีชีวิต เพราะเป็นผู้ให้บริการทางเพศ
การยอมรับวัคซีนเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นชายรักชายและชายข้ามเพศในประเทศไทย (โปสเตอร์ 135)
อุบัติการณ์เอชไอวี ในกลุ่มชายรักชายในกรุงเทพ (30%) และเชียงใหม่ (16.9%) ใกล้เคียงกับเขตซับซาฮารา (Sub-Sahara) ซึ่งมีการติดเชื้อสูงสุดในอัฟริกา การทดลองวัคซีนเอชไอวีในประเทศไทย มีอาสาสมัครเข้าร่วมมากที่สุดในโลก การยอมรับวัคซีนในการทดลองนี้ จึงมีความสำคัญมาก ผู้วิจัยใช้ทฤษฏีการกระจายของนวัตกรรม (Diffusion of Innovation) ในการประเมินการ ยอมรับวัคซีนเอชไอวีในอนาคต รวมทั้งผลกระทบของลักษณะวัคซีน ปัจจัยสังคม วัฒนธรรม และโครงสร้าง ที่มีต่อการยอมรับวัคซีน เพื่อหาวิธีปรับปรุงการป้องกันโรค ผลปรากฏว่า การให้ความรู้และการตลาดเชิงสังคม ช่วยเพิ่มการยอมรับวัคซีน แม้จะมีผลสร้างภูมิคุ้มกันเพียงบางส่วน สิ่งที่เหมาะสมคือการแทรกแซงเชิงสังคมและชุมชน เพื่อรับมือกับการตีตราผู้มีเชื้อเอชไอวี และการต่อต้านเกย์ ส่วนการส่งเสริมวัคซีนเอชไอวีให้เป็นที่ยอมรับ ควรสร้างค่านิยมว่าเป็นการช่วยเหลือสังคมส่วนรวม ได้แก่ชุมชนและประเทศ จะได้ผลดีกว่าการเน้นประโยชน์เฉพาะตัว
วิธีการเก็บข้อมูล ได้แก่การสัมภาษณ์นาน 45 นาที (กลุ่มตัวอย่าง 20 คน) และการตอบแบบสอบถามบนคอมพิวเตอร์แลปท้อป 3 นาที (260 คน)
กลุ่ม ตัวอย่างได้แก่ชายรักชาย ชายขายบริการ และชายแปลงเพศ จากประชากร LGBT ชายขายบริการ สมาชิกองค์กรป้องกันเอชไอวี และไนท์คลับหรือแหล่งรวมชาวเกย์ใน 3 เมืองใหญ่ของไทย
การวิเคราะห์ทำโดยวิเคราะห์เนื้อหาคำตอบตามทฤษฎี และวิเคราะห์ลักษณะของวัคซีนที่น่าจะเป็นที่ยอมรับ
ตัวอย่างคำตอบจากตารางที่ 3 แสดงผลกระทบของการเข้าร่วมโครงการทดลองวัคซีนเอชไอวี
"คนอาจคิดว่าเราติดเชื้อเอชไอวี"
" ถ้าให้เรารับยาสร้างภูมิคุ้มกัน ยานั้นควรจะได้ผล 100%"
" ใครๆก็ต้องสงสัยและกลัวผลระยะยาว ใครจะรู้ว่า 5 ปี 10 ปีแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น"
" น่าลองดู อย่างน้อย 5 ปีนี้ ก็สนุกดี"
" ราคา 500 บาทพอไหว แต่ 1000 คงไม่มีจ่าย"
" ไม่อยากเกี่ยวข้อง ให้คนอื่นทดลองก่อน"
" ไม่ชอบโรงพยาบาลรัฐ วัคซีนคงไม่เหมือนโรงพยาบาลเอกชน"
" ถ้าเข้าโรงพยาบาลรัฐ ควรให้ไปช่องทางปกติ ถ้าเข้าคลินิกนิรนาม คนจะสงสัย"
ข้อสรุปและแนะนำ
ควรให้การศึกษาและทำการตลาดทางสังคม เพื่อเพิ่มการยอมรับวัคซีนเอชไอวี ที่มีภูมิคุ้มกันบางส่วน เพราะจะช่วยให้ประชาชนยอมรับวัคซีนในเบื้องต้นมากขึ้น
มาตรการทางสัมคมและชุมชน ควรทำเพื่อรับมือกับการต่อต้านเกย์และการตีตราผู้มีเชื้อเอชไอวี รวมทั้งสนับสนุนการรับวัคซีนเอชไอวี ว่าเป็นการช่วยเหลือสังคม เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และประเทศชาติ (มากกว่าเป็นประโยชน์ส่วนตัว) อาจเป็นผลดีต่อการให้วัคซีนเอชไอวีในอนาคต ร่วมกับการป้องกันโดยพฤติกรรม และบริการสุขภาพอื่นๆ สำหรับชุมชนเสี่ยงในไทย
การแทรกแซงเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การสนับสนุนค่าวัคซีนโดยรัฐและเอกชน การเผยแพร่วัคซีนผ่านเวทีต่างๆ ทั้งที่เน้นกลุ่มประชากร (ชายขายบริการ ชายเกย์ และชายแปลงเพศ) และสำหรับประชากรทั่วไป อาจทำให้การรับวัคซีนเอชไอวี ในประชากรกลุ่มเสี่ยงของไทยดีขึ้น
ทุนวิจัยได้จากสภาวิจัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ The Canada Research Chairs Program และ Canada Foundation for Innovation คำประชาสัมพันธ์สำหรับการวิจัยนี้ คือ "เสียงจากประเทศไทย การป้องกันเอชไอวี และการวิจัยเพื่อสาธารณสุข"
กลยุทธ์ใหม่สำหรับกลุ่มชายเกย์และวาริยะ (waria)
ข้อถกเถียงระดับนานาชาติ คือการเข้าไปเกี่ยวข้องกับชุมชน เพื่อให้มีพฤติกรรมป้องกันเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง ว่าควรทำครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยมีต้นทุนต่ำที่สุด ข้อสรุปของผู้วิจัยคือควรให้การสนับสนุนและการศึกษาอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับที่บริษัทเครื่องดื่มตอกย้ำประชากรตลอดทั้งชีวิตว่าต้องดื่มโคคาโค ล่า กลุ่มสนทนาต่อเนื่องของอินโดนีเซีย ที่เรียกว่า เคล็อมปอก ดิสคุซี (Kelompok Diskusi - KD) เป็นตัวอย่างที่ทำได้ตามวัตถุประสงค์
ปัญหาเอชไอวีในอินโดนีเซีย เริ่มเมื่อปลายทศวรรษ 1980 และยังคงมีการติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นมาก ในกลุ่มชายเกย์ ชายรักชาย และวาริยะ (wariya - ชายแปลงเพศ) อันที่จริง ทั้งอินโดนีเซีย และประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ อาจกล่าวได้ว่าความรู้มีเพียงพอในระดับบุคคล แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้เพราะปัญหาระดับชุมชน เนื่องจากผูกพันกับปัญหาสุขภาพและสังคม เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการแบ่งแยก ผลเชิงพฤติกรรมไม่เป็นไปตามที่ผู้สนับสนุนหรือผู้ดูแลโครงการต้องการ แม้แต่การใช้คำเรียก เช่น ชายรักชาย ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย
การแบ่งปันความรู้ และสร้างเสริมชุมชนชายเกย์และวาริยะ จำเป็นต้องมีมากขึ้น คนเหล่านี้ไม่อาจเรียนรู้อัตลักษณ์ทางเพศของตนได้จากครอบครัว เป้าหมายจึงต้องอยู่ที่การปรับความคิดของชุมชน และเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มชายเกย์และวาริยะ ซึ่งมีทั้งคนที่ฐานะดีและฐานะต่ำ อีกทั้งความหมายของคำว่าเกย์ในแต่ละบุคคลก็แตกต่างกัน
มูลนิธิ Gaya Celebes ก่อตัวขึ้นในเมืองมากัสซาร์ เกาะสุลาเวสีใต้ เมื่อปี 1995 เป็นองค์กรชุมชนของชายเกย์ ชายรักชายอื่นๆ และวาริยะ เริ่มต้นออกช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ และต่อมามีกิจกรรมต่างๆเพิ่มขึ้น
KD เป็นกลุ่มเฉพาะที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ คือเน้นการพบปะต่อเนื่อง ผู้ที่มาพบกันก็รู้จักกันมาก่อน จึงมีความเข้มแข็งของกลุ่มมากกว่า การหวังผลเชิงการตลาดและการวิจัยสังคม รวมทั้งการทำงานเอชไอวี มีการพบปะทุกเดือนอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่มาจากเครือข่ายสังคมต่างๆที่เชื่อมถึงกัน หัวข้อสนทนาไม่เพียงต่อยอดจากเรื่องราวภายในของชุมชน หากเป็นการก่อสร้างชุมชนอันใหม่ขึ้นอย่างเข้มแข็ง มิใช่เพียงความเข้มแข็งหรืออัตลักษณ์เฉพาะบุคคล
ขั้นตอนการเริ่ม KD
1. จ้างและฝึกบุคคลลงพื้นที่ สร้างผู้นำกลุ่ม สมาชิกองค์กรอาจทำหน้าที่ทั้งสองได้ แต่อาศัยทักษะที่ต่างกัน
2. กลุ่มลงพื้นที่ ทำความคุ้นเคยกับชุมชน
3. ระบุตัวผู้นำในชุมชน เพื่อหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพการพบปะ
4. พยายามให้มีการพบปะทุกเดือน มีหัวข้อตั้งแต่พื้นฐาน เช่นความรู้เอชไอวีเบื้องต้น หรือประเด็นอื่นๆ เช่นการตีตรา ความสัมพันธ์กับคู่ การช่วยเหลือผู้อื่น
5. ประเมินและสนับสนุนให้ทำงานต่อเนื่อง
6. ความเป็นมูลนิธิ ช่วยให้ทำกิจกรรมได้หลากหลาย เช่นความบันเทิง VCT กลุ่มเพื่อน
ข้อดี
1. ต้นทุนน้อย
2. ปรับหัวข้อได้ง่าย ใช้เรื่องซ้ำได้ การเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยกลไกกลุ่ม
3. สามารถนำหัวข้อต่างๆจากบริบทมาสนทนา ปรับเป็นการกระทำได้
ข้อเสีย
1. สมาชิกองค์กรต้องทุ่มเทมาก
2. การเตรียมงานแต่ละครั้ง ใช้เวลามาก (โดยเฉพาะการทำให้สมาชิกเข้าร่วม)
3. ต้องมีทุนสนับสนุนต่อเนื่อง
บทเรียนจาก KD คือ การเข้าหาชุมชนยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ต้องสร้างชุมชนขึ้นจากกิจกรรมป้องกันเอชไอวี เมื่อสมาชิกชุมชนมีความรู้แล้ว กิจกรรม KD จะช่วยให้นำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน และอาจต้องศึกษา KD ในบริบทอื่นๆด้วย
เด็กชายหาดในศรีลังกา เป็นกลุ่มเสี่ยงการแพร่ HIV หรือไม่
ศรีลังกามีปัญหาเซ็กส์ทัวร์ ความยากจน การว่างงาน การย้ายถิ่น จนเกิดกลุ่ม "เด็กชายหาด" ที่อาจเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวี คนเหล่านี้หาถุงยางได้ไม่สะดวก ต้องมีความสัมพันธ์กับคู่ที่ไม่ใช้ถุงยาง ทั้งไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวี คำถามคือ เด็กชายหาดมีความเสี่ยงต่อการติดและแพร่เอชไอวีหรือไม่ มีปัจจัยใดช่วยให้รู้ว่าใครคือกลุ่มเสี่ยง จะให้การป้องกันได้หรือไม่
คณะวิจัยนี้ นำโดยผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ออสเตรเลีย
ความเป็นมา
ศรีลังกาได้รับความเสียหายจากสุนามิ และมีการต่อสู้ภายในประเทศมายาวนาน เกิดคนพลัดถิ่นภายในดินแดนศรีลังกาเองจำนวนมาก แต่ก็มีบรรยากาศเหมาะกับการท่องเที่ยว ในเชิงสังคม พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดบรรทัดฐาน ค่านิยม กฎระเบียบของสังคมในประเทศ
วิธีการ
การศึกษานี้่เป็นการสำรวจเชิงพฤติกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพ ศึกษาโดยเก็บข้อมูลในช่วงเวลาเดียว
มีการทำแผนที่เพื่อแสดงตำแหน่งและจำนวนของเด็กชายหาด รวมทั้งการเข้าถึงเด็กเหล่านี้
ข้อมูลทั่วไป
- จำนวน 553 คน มัธยฐานอายุเมื่อพิจารณาเฉพาะ 482 คน เท่ากับ 25 ปี (พิสัย 17-56)
- การศึกษา: ข้อมูลไม่ชัดเจน
- 97.3% อ่านและเขียนหนังสือได้
- การสมรส: 24% แต่งงานแล้ว อีก 74% ไม่เคยแต่งงาน
- รายได้ต่อเดือน: 10,000-20,000 รูปี (100-200 ดอลลาร์สหรัฐ)
ข้อมูลที่ศึกษา
- มีงานทำ 100% (เป็นไกด์ 74.5%, ขายของ 20.7%, ประมง 8.2%)
- การรับเงินหรือสิ่งของ เพื่อแลกกับเพศสัมพันธ์ พบว่า 16% รับเงินจากผู้ชายอย่างน้อย 1 คน และ 5% รับเงินจากหญิงอย่างน้อย 1 คน
เด็กชายหาด เสี่ยงต่อการติดและแพร่เชื้อเอชไอวีหรือไม่ คำตอบคือเสี่ยง เพราะ
- เกือบ 60% มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- มีเพศสัมพันธ์กับทั้งชายและหญิง
- 34% มีเพศสัมพันธ์กับทั้งชาวต่างชาติและคนพื้นที่
- 79% มีเพศสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ
- 17% มีเพศสัมพันธ์กับคนพื้นที่ทั้งชายและหญิง
ปัจจัยที่ระบุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง
1. ชายที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันในช่วง 12 เดือนก่อนการวิจัย มีโอกาสสูงกว่า (เทียบกับผู้ที่ป้องกัน) ที่จะ
- ใช้กัญชา
- มีเพศสัมพันธ์กับทั้งชายและหญิงที่ไม่ใช่คู่ประจำ
- มีความสัมพันธ์ทางทวารหนักกับชายต่างชาติจำนวนหลายคน
- มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- เชื่อว่าตนเสี่ยงต่อเอชไอวี
2. ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกันในช่วง 12 เดือนก่อนการวิจัย มีโอกาสน้อยกว่าที่จะ
- เป็นไกด์
- เคยได้รับความรู้เรื่องเอชไอวีจากผู้ให้บริการสุขภาพ
- เชื่อว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีอาจมีลักษณะภายนอกเหมือนคนทั่วไป
- เชื่อว่าสามารถป้องกันเอชไอวีได้โดยใช้ถุงยาง
- ใช้ถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
การป้องกันเอชไอวีจะทำได้หรือไม่
- เป้าหมายคือเปลี่ยนเพศสัมพันธ์ให้มีการใช้ถุงยาง 100% กับผู้ที่ไม่ใช่คู่ประจำ
- ปัญหาความรู้เรื่องการติดเชื้อเอชไอวี
- ทักษะการต่อรองเรื่องเพศสัมพันธ์, การจ่ายเงิน และการใช้ถุงยางกับชาวต่างชาติ
สรุป
"เด็กชายหาด" มีความเสี่ยงต่อเอชไอวี คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับเงิน แต่การทำงานทำให้มีโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ง่าย เด็กชายหาดพยายามสร้างความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวทั้งชายและ หญิง ข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นสาระที่จำเป็นสำหรับใช้สื่อสารกับกลุ่มประชากรนี้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันเอชไอวี
MSM ในฮ่องกงที่เสพยา มีพฤติกรรมเสีี่ยงต่อ HIV เพิ่มขึ้น แม้ใช้ความพยายามป้องกันมากขึ้น
การสำรวจชายรักชายทั่วทั้งเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เมื่อปี 2006 บ่งชี้ว่า มีผู้ติดเชื้อในกลุ่มนี้ประมาณ 4.5% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มเสี่ยงอื่น เช่นผู้มีเพศสัมพันธ์เพื่อขายบริการ รายงานการสำรวจในประเทศอื่นระบุว่า การใช้ยาอาจทำให้การติดเชื้อเอชไอวีในชายรักชายที่มีเพศสัมพันธ์มีอัตราสูง ขึ้น ตัวเลขในฮ่องกงยังไม่ชัดเจน แต่การมีหรือค้ายาเสพติดถือว่าผิดกฎหมาย
ได้สำรวจตามพื้นที่บาร์ คลับ และเซาน่า ที่มีชายรักชายอยู่ โดยผู้ทำการสัมภาษณ์เป็นชายรักชายที่ได้รับการอบรม ใช้แบบสอบถามทางพฤติกรรม เกี่ยวกับความเสี่ยงทางเพศ การใช้ถุงยาง และการรับการตรวจหาเชื้อ ควบคู่กับการตรวจแอนติบอดี้ต่อเอชไอวี (เวสเทิร์นบล็อต) แบบไม่ระบุชื่อ วิธีการทางสถิติใช้ stratified random sampling
ผล
- ตัวอย่างที่คุณสมบัติครบ จำนวน 859 ราย พบ 12.3% มีการใช้ยา ได้แก่ เอมิลไนไตรต์ ยาบ้า ยาเค เอ็คสตาซี และไวอากร้า
- การมีเชื้อในชายรักชาย เท่ากับ 8.5% เทียบกับ 2\3.7% ในกลุ่มไม่ใช้ยา
- กลุ่มที่ไม่มีเชื้อสายจีน ให้คำตอบว่าใช้ยา (22.4%) มากกว่ากลุ่มที่มีเชื้อสายจีน (11.8%)
- ชายรักชายที่ใช้ยามักมีจำนวนคู่ที่มีสัมพันธ์ทางทวารหนักมากกว่าผู้ที่ไม่ใช้ยา และมีสัมพันธ์ทางทวารหนักกับขาจรมากกว่าค่าเฉลี่ย
- ชายรักชายที่ใช้ยา มีการใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอกับคู่ประจำ บ่อยกว่าผู้ไม่ใช้ยา
- ข้อมูลการใช้ถุงยางโดยรวมของตัวอย่างวิจัยนี้ ไม่ได้นำมาแสดง
- ผู้วิจัยสรุปว่า ผู้ใช้ยามักมีปัญหา คือมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย น้อยกว่าผู้ไม่ใช้ยา
- ชายรักชายที่ใช้ยา ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนหรือระหว่างเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือทางปาก เป็นสองเท่าของกลุ่มที่ไม่ใช้ยา และมีเพศสัมพันธ์นอกเขตปกครองพิเศษมากกว่าถึงสองเท่า
- ชายรักชายที่ใช้ยา ได้รับข้อมูลการป้องกัน ได้รับถุงยางฟรี ความรู้เรื่องการป้องกัน ความรู้เรื่องการตรวจเอชไอวี รวมทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มากกว่าผู้ไม่ใช้ยา ถึง 20% โดยสถานบริการ ก็เป็นสถานที่เดียวกัน
สรุป
ชายรักชายที่ใช้ยา ได้รับการดูแลทั้งในเชิงป้องกัน ความรู้ทางสุขภาพ และรับการตรวจมากกว่า แต่พฤติกรรมทางเพศ เช่น จำนวนคู่ เป็นปัจจัยเพิ่งความเสี่ยงติดเชื้อ รวมทั้งผลของยาเสพติดด้วย ทั้งนั้น การตรวจหาหลักฐานการใช้ยา น่าจะช่วยบ่งชี้พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของชายรักชายได้ ควรศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การใช้ยา เพื่อสามารถเปลี่ยนแปลงรวมทั้งลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด
หลักสูตรและแบบการอบรม เรื่อง "ความเข้าใจเพื่อลดการตีตราและแบ่งแยก กรณีชายรักชายในบริบทของเอชไอวีในเวียดนาม"
ผู้วิจัยได้นำเสนอหลักสูตรและแบบการอบรมเรื่อง "ความเข้าใจเพื่อลดการตีตราและแบ่งแยก กรณีชายรักชายในบริบทของเอชไอวีในเวียดนาม" เอชไอวีในเวียดนาม มีการแพร่ในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ชายรักชาย ผู้ใช้ยา และผู้ขายบริการ อุบัติการณ์การติดเชื้อของชายรักชายในเมืองโฮจิมินห์ (5%) และฮานอย (9%) นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประชากรอายุ 15-49 ปี (0.43%) จากรายงานของคณะกรรมการเอดส์แห่งเอเชีย
คาดว่าการติดเชื้อรายใหม่ในชายรักชายของเอเชีย
จะเพิ่มจาก 2 ล้านราย (2009) เป็น 5 ล้าน (2015) และ 8 ล้าน (2019) ถ้าไม่เร่งแก้ไขสำหรับกลุ่มชายรักชาย
ปัญหาเฉพาะกลุ่มชายรักชาย
คือไม่มีข้อมูลเชิงสังคมที่ชัดเจน
ทั้งยังมีความสับสนระหว่างชายรักชายกับรักร่วมเพศ
และปัญหาความเข้าใจระหว่างพฤติกรรมกับอัตลักษณ์
พฤติกรรมเสี่ยง
เช่นการใช้ยา
การขายบริการ
อาจทับซ้อนจนการเข้าถึงเพื่อแก้ไขทำได้ยากลำบาก
พฤติกรรมของผู้ให้บริการก็มักไม่เป็นมิตรกับประชากรกลุ่มนี้
ผู้วิจัยจึงพัฒนาหลักสูตร และแบบการอบรมเรื่อง "ความเข้าใจเพื่อลดการตีตราและแบ่งแยก กรณีชายรักชายในบริบทของเอชไอวีในเวียดนาม"เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ ทำงานสายสุขภาพ สังคม สื่อ และผู้เกี่ยวข้องกับนโยบาย เพื่อการถ่ายทอดความรู้ที่สำคัญ และทักษะสำหรับทำงานกับชายรักชาย โดยเฉพาะประเด็นเพศ และชีวิตทางเพศ
หลักสูตรและแบบการอบรมนี้ แบ่งเป็นสามส่วนคือ
1. อัตลักษณ์ทางเพศ (gender) ชีวิตทางเพศ (sexuality) และอนามัยทางเพศ (sexual health)
2. การตีตรา (stigma) และแบ่งแยก (discrimination) ในกรณีเอชไอวีและชายรักชาย
3. แผนปฏิบัติและหาผู้สนับสนุน
หลักสูตรนี้ เป็นชุดแรกที่พัฒนาขึ้นในเวียดนาม สำหรับแก้ปัญหาการตีตราโดยเฉพาะ เป้าหมายผู้ใช้คือ ผู้ให้บริการสุขภาพ ผู้ให้บริการสังคม เอ็นจีโอ ผู้มีส่วนได้เสีย สื่อ ผู้กำหนดนโยบาย ตำรวจ และชายรักชาย ประโยชน์ของหลักสูตรนี้คือ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่ง เกิดความเข้าใจความหมายของการตีตรา ชายรักชาย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเอชไอวีกับชายรักชาย
ผู้ร่วมทดลองหลักสูตรรายหนึ่งกล่าวว่า "รู้สึกพอใจมาก และชื่นชมหลักสูตรนี้ คิดว่าน่าจะใช้ได้ดีเพื่อเพิ่มความรับรู้ของผู้กำหนดนโยบาย และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงมากขึ้นสำหรับแก้ปัญหาต่อๆไป" (มีนาคม 2008)
ความเห็นของผู้เข้าร่วมอีกรายหนึ่ง "เนื้อหาตรงกับการปฏิบัติ วิธีการที่ใช้ก็เหมาะสม เมื่อเข้าร่วมหลักสูตรนี้ รู้สึกเพลิดเพลิน ได้รับความเข้าใจดีขึ้น ชัดเจนขึ้น และถูกต้อง เกี่ยวกับรักร่วมเพศ เรายังขาดการสื่อสารและเผยแพร่ความรู้อีกมาก เกี่ยวกับปัญหาชายรักชายในสังคม ซึ่งจะช่วยลดการตีตราตนเอง และการแบ่งแยกโดยผู้อื่น (ผู้เข้ารับการอบรมสำหรับตำรวจและสื่อมวลชน มีนาคม 2009)
กระบวนการครบวงจรและการให้คำปรึกษา
สถาบันวิจัยและพัฒนาสังคมเวียดนาม และยูเอ็นเอดส์เวียดนาม ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและแบบอบรมนี้ขึ้น โดยมีการปรึกษากับกลุ่มเป้าหมายหลัก ชายรักชาย ผู้ให้บริการสุขภาพ เอ็นจีโอ ผู้มีส่วนได้เสีย สื่อ และผู้กำหนดนโยบาย เนื้อส่วนหนึ่งมาจากคู่มือของ International HIV/AIDS Alliance การร่างเนื้อหามีทั้งทบทวนวรรณกรรม ปรึกษา ประชุม การทดลองใช้ และเผยแพร่
ชุดการสอนนี้ เป็นการบุกเบิกในเรื่องที่ไม่เคยมีการกล่าวถึงมาก่อน คือชีวิตทางเพศ และชายรักชายในเวียดนาม กระบวนการเรียนรู้ได้ใช้การมีส่วนร่วม ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ใช้และเกิดความสามารถที่จะกล่าวเรื่องราวที่ยากแก่การ พูดได้อย่างเปิดเผยและมั่นใจ ชุมชนชายรักชายในเวียดนามได้เข้าร่วมตลอดกระบวนการ จึงถือเป็นการสร้างเสริมศักยภาพสำหรับผู้อบรมรุ่นต่อไป ผู้ใช้แบบเรียนนี้สามารสร้างสรรค์และดัดแปลงให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟัง เวลา และบริบท
แนวทางเพิ่มการเข้าถึงบริการ HIV สำหรับกลุ่มผู้อพยพในประเทศไทย
ผลงานโปสเตอร์นี้ไม่อยู่ในแนวเนื้อหาหลักของการประชุม แต่นำมาเสนอเพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจปัญหาชนอพยพในประเทศไทย ที่ต้องการบริการเอชไอวี ตัวอย่างนี้เป็นการป้องกันเอชไอวีอย่างได้ผล สามารถรองรับกลุ่มชนเป้าหมายที่ใช้ภาษาและวัฒนธรรมต่างๆ บทเรียนที่ได้รับมีความชัดเจน ปฏิบัติได้ มีหลักฐานและข้อมูลสนับสนุน ถือเป็นตัวอย่างและแนวการปฏิบัติที่ดีสำหรับการป้องกันและรองรับเอชไอวีใน บริบทของความหลายกหลายทางวัฒนธรรม
ข้อมูลเบื้องต้น
แรงงานอพยพในประเทศไทย มีมากกว่า 2 ล้านคน มีเพียง 1 ใน 4 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ร้อยละ 80 มาจากพม่า ที่เหลือมาจากกัมพูชาและลาว แรงงานไร้ฝีมือเรียกกันทั่วไปว่าแรงงาน 3D (dirty, dangerous, difficult) คือสกปรก อันตราย และยากลำบาก แรงงานอพยพมีความเสี่ยงต่อเอชไอวี เพราะมีกำแพงภาษา เข้าถึงได้ยาก และไม่อาจเคลื่อนย้ายได้ง่าย อายุเริ่มทำงานค่อนข้างต่ำ ขาดความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี การเข้าถึงถุงยางทำได้ยาก คนงานบางกลุ่ม มีความเสี่ยงในลักษณะเฉพาะ เช่นคนงานชายในเรือประมง หรือกลุ่มหญิงในคาราโอเกะ
โครงการ PHAMIT (Prevention of HIV among Migrant Workers in Thailand)
โครงการฟ้ามิตร คือการป้องกันเอชไอวีในแรงงานต่างด้าว ระยะแรก (2003-2008) ครอบคลุม 21 จังหวัด ได้รับทุนจากโกลบัลฟันด์ (Global Fund) ประกอบด้วยเอ็นจีโอ 8 องค์กร
1. มูลนิธิรักษ์ไทย
2. มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
3. Foundation For AIDS Rights
4. มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธ์ุ
5. Stella Maris Center
6. Empowering Foundation
7. มูลนิธิพัฒนรักษ์
8. Program for Appropriate Technology in Health (PATH)
โดยร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
ระยะที่ 2 เริ่มในปี 2009 ขยายเป็น 33 จังหวัด
กลยุทธ์ ใช้วิธีหลากหลายเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ร่วมทั้งการเข้าถึงจากภายใน
- เครือข่ายอาสาสมัคร ให้ความรู้เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม แจกถุงยาง และส่งต่อ
- เนื้อหาเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม สะท้อนชีวิตของผู้อพยพ สอนวัฒนธรรม และปัญหาที่จะพบในประเทศไทย ใช้สื่อหลายชนิดและหลายภาษา
- ศูนย์ที่แรงงานสามารถแวะเข้ารับบริการ ผู้อพยพสามารถเข้าไปพักผ่อน รับข้อมูล และส่งตัวต่อไปยังสถานบริการ
- ผู้ช่วยสุขภาพผู้อพยพ รับการฝึกเพื่อช่วยเหลือในโรงพยาบาล ให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อน ด้วยภาษาที่ผู้อพยพเข้าใจ
- กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดหน่วยบริการที่เป็นมิตรกับผู้อพยพใน 10 จังหวัดสำคัญ
- มีการประเมินผล
ผล
- ฟ้ามิตร เข้าถึงผู้อพยพ 442,000 คน โดยผ่านกิจกรรมของฟ้ามิตร มีการแจกถุงยาง 6.8 ล้านชิ้น
- การประเมินผลกระทบช่วงสุดท้าย แสดงว่าผู้อพยพสามารถใช้ถุงยางด้วยตนเองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
- ผู้อพยพสามาถสามารถเข้ารับการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการปรึกษาฉันท์เพื่อน และได้รับการคุ้มครองในแผนเอดส์ของไทย
- ผู้มีเชื้อได้รับยาต้าน ในโครงการพิเศษของกระทรวงสาธารณสุข
- ผู้รับเชื้อได้รับการดูแลจากอาสาสมัครของฟ้ามิตร ผู้ช่วยสุขภาพผู้อพยพ และกลุ่มสนับสนุนในศูนย์บริการต่างๆ
บทเรียนที่ได้รับ
- การผสมผสานกลยุทธ์ ร่วมกับการเข้าถึงโดยตรง นับว่าจำเป็นสำหรับการเอาชนะปัญหาแรงงานอพยพ
- ความร่วมมือระหว่างเอ็นจีโอกับหน่วยงานทางสุขภาพของรัฐ ก่อให้เกิดระบบที่เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทั้งด้านสุขภาพและเอชไอวี
- การป้องกันเอชไอวีในผู้อพยพ ต้องเข้าถึงชุมชนผู้อพยพ พิทักษ์สิทธิของผู้อพยพ ทั้งให้ความเคารพต่อภาษา วัฒนธรรม และศักดิ์ศรี โดยเปิดโอกาสให้ผู้อพยพมีส่วนในการลงมือปฏิบัติ